featured 3 สิ่งที่ไม่ควรทำ (3 Don't)

Published on November 24th, 2010 | by Jexep

0

3 ไม่ควรทำ 5 ไม่ควรพูด สำหรับนักการตลาด (Marketing)

LINE it! เพิ่มเพื่อน

ในบางครั้ง การทำการตลาด () หรือการสร้าง ที่ต้องลงรายละเอียด หรือ มีสิ่งรอบข้างที่ต้องใส่ใจเยอะ อาจจะทำให้เรามองข้ามสิ่งสำคัญ หรือ ข้อสำคัญบางอย่างในการทำการตลาด

วันนี้ผมเลยเอากฎ “3 ไม่ควรทำ 5 ไม่ควรพูด” ของนักการตลาด (Marketing) ที่ผมไปพบมาจาก 2 Blog  มาเพื่อแชร์ให้ทุกคนลองปรับไปใช้ดูครับ

3 ไม่ควรทำ (Originated by: How to Create a Bad Brand http://www.businesspundit.com/how-to-create-a-bad-brand/logodesignlove_com/)
1. ใช้สำนวนซ้ำๆในการบอกถึงคุณค่าของ Brand หรือ ความแตกต่างของ Brand  (Using Cliches to convey your brand’s value and distinction): Brand แต่ละ Brand ควรจะมีคำสื่อสาร Value ที่ชัดเจนมากกว่าการใช้คำว่า Best, Good Quality, Value for Money หรือคำอื่นๆ ที่มักจะเป็นคำที่มักจะถูกใช้ในการอธิบายถึง Brand Essence หรือ Brand DNA หรือ จุดแตกต่าง (Unique Value Proposition) มิเช่นนั้นแล้ว Brand ของคุณ ก็จะไม่สามารถสื่อสารความแตกต่างที่ชัดเจนให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ (ลองนึกภาพ BMW ใช้คำว่า “Premium Quality and Fast Car” เป็น UVP สิครับ -_-“) วิธีการที่ดีที่สุดในการหาคำที่เหมาะสมกับเราในการสื่อสาร ก็คือ การที่ Marketing ทีมนั่งรวบรวมสมองกัน และ เขียน Brand Identity ที่ Brand ควรจะเป็น แล้วลองทำการ Elaborate หรือ อธิบายเพิ่มเติมจากคำสั้นๆของ Identity แล้วลองรวบรวมดูว่า แท้จริงแล้ว Brand Essence หรือ Unique Value Proposition ของ Brand เราควรจะเป็นอะไร (ลองศึกษาหนังสือเรื่อง Brand ของ David Aaker ดูครับ)

3 สิ่งที่ไม่ควรทำ (3 Don't)

3 สิ่งที่ไม่ควรทำ (3 Don't) ภาพจาก: http://www.businesspundit.com/how-to-create-a-bad-brand/logodesignlove_com/


2. การเลียนแบบสิ่งแบรนด์อื่นๆทำ เพื่อเป็นการบอกว่าเราจะต้องทำอะไร (Copying what other brands are doing to guide what your brand should be doing): ถ้าให้เปรียบกฎข้อนี้ ผมว่าผมก็จะเปรียบให้เอา ไทเกอร์ วู๊ด เห็น เบคแฮมดังมาก เลยหันมาเตะฟุตบอลครับ ความหมายคือ แบรนด์แต่ละแบรนด์ มีจุดเด่น (Unique Value Proposition) จุดขาย (Unique Selling Point) เรื่องราว (Brand Story) บุคลิก (Brand Personality) ฯลฯ ที่แตกต่างกัน มันมีหลายๆอย่างที่เหมาะ หรือ ไม่เหมาะอยู่ (เช่นให้ Apple Inc. ทำ Campaign ปลูกป่า) ซึ่งถ้าเรามอง แบรนด์คนอื่น (อาจจะเป็นคู่แข่ง) แล้วมองว่า เราต้องเลียนแบบ อันนี้อาจจะทำให้ Brand ของเราเอง หลุดจาก Positioning ที่ควรจะเป็น และทำให้ลูกค้าหลักของเราเปลี่ยนไปใช้ Brand อื่นครับ แต่ในกฎข้อนี้ ถ้าเปลี่ยนจากคำว่า เลียนแบบ (Copy) สิ่งที่คู่แข่งทำให้เป็น ปรับสิ่งที่คู่แข่งทำไปใช้ให้เหมาะสมกับ กลุ่มลูกค้า หรือ Brand ของเรา อันนี้ถือว่า เยี่ยมยอดครับ 🙂

3. ทำอะไรก็ตามที่คนรอบข้างของคุณ เช่น แม่, แฟน, เพื่อน ฯลฯ คิดว่าแบรนด์คุณคิดจะทำ (What your mother/spouse/best friend/dog thinks your brand should be doing) : อันนี้เป็นกฎข้อสำคัญครับ เพราะว่า ผู้ที่ควรจะบอกว่าแบรนด์คุณควรจะทำอะไร ควรจะมาจาก ลูกค้า หรือ Target Consumers ของเราครับ เพราะถ้าเราทำตามที่คนรอบข้างคิด นั่นแปลว่า เรากำลังจะทำ Brand เพื่อให้ คนรอบข้างของคุณเป็นลูกค้า ดังนั้น ควรจะเป็นตัวบอกว่าเราควรจะทำอะไรไม่ใช้ Friends’ Insights ครับ


5 ไม่ควรพูด กับลูกค้า (Originated by: Five Things You Should Never Tell Your Customers http://www.themarketingspotblog.com/2009/05/five-things-you-should-never-tell-your.html)

1.โกหก (A Lie) :  แน่นอนครับ ไม่มีใครชอบการโกหก เพราะการโกหก อาจจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อาจจะสร้างปัญหาในระยะยาวได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถูกลูกค้าจับได้ ทีนี้ก็สูญเสียความเชื่อถือกันไปเลยครับ)

2.ความจริงทั้งหมด (Entire Truth) : แต่ก็อีกเช่นกัน ลูกค้าไม่มีใครอยากรู้เรื่องทั้งหมดหรอกครับ ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าคงไม่อยากรู้ว่า เราพาพนักงานไปเลี้ยงสังสรรค์กันจนเมาค้าง ถ้าเป็นแบบนั้น ลูกค้ารู้ ลูกค้าก็จะเริ่มระแวงว่า จะทำงานถูกต้องไหมเนี่ย กลายเป็นสร้างปัญหาให้เปล่าๆครับ

3. ไม่ (No): อย่าปฏิเสธครับ ให้ลองหาทางเลือกต่างๆดู เพราะลูกค้ามองหา Solutions ไม่ได้มองหาการปฏิเสธครับ (ปกติผมจะพยายามใช้คำว่า ได้ครับ แต่ว่า แล้วใส่เงื่อนไขที่จะทำมันให้สำเร็จ)

4.คุณคือคนผิด (You’re wrong): ไม่มีประโยชน์ที่จะบอกว่าลูกค้าเป็นคนผิดครับ เพราะถึงเขาจะผิดจริงๆ เขาก็คงอยากจะได้ทางแก้ปัญหามากกว่า เช่น ลูกค้ามา Check-In เครื่องบินเลทแล้วเครื่องเต็ม ก็ไม่ต้องไปบอกเค้าหรอกครับว่า คุณมาเลทนะ เครื่องเต็มแล้ว แต่ให้หาทางเลือกให้ลูกค้าเพื่อเลื่อนไฟล์ท หรือ อื่นๆต่อไป

5.ปัญหาของเรา (Problems): ไม่มีประโยชน์อย่างมากที่จะบอกลูกค้าว่า “ตอนนี้งานเยอะมาก ไม่ว่างเลย” “พนักงานป่วย” ฯลฯ เพราะจริงอยู่ครับ ลูกค้าอาจจะเห็นใจ แต่ลูกค้าไม่ได้มาเพื่อรับฟังปัญหาของเรา เพราะปัญหาของเขาก็มี มิหนำซ้ำอาจจะสร้างผลลบให้กับบริษัทของเราก็ได้ ดังนั้น ไม่ต้องไปบอกปัญหาของเรา แต่ให้ฟังปัญหาของลูกค้าแทนจะดีกว่าครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับ 3 ไม่ควรทำ 5 ไม่ควรพูดสำหรับนักการตลาด (Marketing) หวังว่าน่าจะช่วยให้ประโยชน์กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ สรุปง่ายๆ จาก 3 ไม่ควรทำ 5 ไม่ควรพูดก็จะพูดสั้นๆง่ายๆว่า “ทำ Brand ในแบบตัวเองจากเสียงของลูกค้า และ Deliver Value ที่ลูกค้ามองหาให้ได้ครับ”

ถ้ามีอะไรที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ comment ได้ตามสะดวกเลยนะครับ

ขอบคุณครับ 🙂

ถ้าชอบเราขอให้ช่วยแชร์ ^^

Tags: , , , , , ,


About the Author

สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล / Surasak Lhueng-u-sakul (Jexep) นักกลยุทธการตลาด การตลาดดิจิตอล และ การตลาดออนไลน์ (Strategic Planner, Digital Marketing, Online Marketing) นักพูด / กรรมการ ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย / นักกลยุทธการตลาดผู้ชนะเลิศรายการ เกมกลยุทธ์ ปีที่ 2 (รายการ Reality การตลาด บน Modern 9 TV)



Back to Top ↑